Detox Capsule (การล้างสารพิษด้วยสมุนไพร)

Detox Capsule คือ สารอาหารเสริมจากสมุนไพรไทยธรรมชาติ ที่มีฤทธิ์ส่งเสริมกระตุ้น ให้ลําไส้เล็กและลําไส้ใหญ่เกิดการบีบตัว ขับของเสียออกจากลําใส้ หรือเร่งขบวนการขับถ่ายนั่นเอง คือ มีฤทธิ์ที่แรงกว่ายาระบายทั่ว ๆ ไป เพราะการที่ท้องผูกหรือการขับถ่ายที่ช้า ก็จะส่งผลให้ของเสียที่คั่งค้างอยู่ในลําไส้จะเกิดการดูดซึมย้อนกลับผ่านผนังลําไส้ เข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ทําให้เซลของร่างกายเกิดการทํางานแปรปรวนได้

Detox Capsule ประกอบไปด้วยสารสกัดจากสมุนไพรตามธรรมชาติของไทย ได้แก่ ดอกชุมเห็ดเทศ ดอกคําฝอย เนื้อลูกสมอไทย เนื้อลูกสมอเทศ เนื้อลูกมะขามป้อม ถั่วขาว

ประโยชน์ที่ได้รับ

  • ขจัดสารพิษตกข้างในร่างกายและระบบหลอดเลือด
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ดีขึ้น
  • เซลร่างกายแข็งแรงขึ้น ทํางานดีขึ้น
  • ป้องกันโรคความเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบหมุนเวียนที่ไม่ดี
  • ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

SKS Detox เหมาะสมสําหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย หรือท้องผูก ปวดหัวบ่อย เครียด หงุดหงิด สมองมึนงง อ่อนเพลีย รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ปวดหลังปวดไหล่ ปวดต้นคอ ท้องอืด ปวดท้องบ่อย ผายลมบ่อย มีกลิ่นลมหายใจ กลิ่นตัว สิวเสี้ยน สิวอักเสบ มีแผลร้อนในเป็นประจํา รับประทานทานครั้งละ 1-4 เม็ดก่อนนอน (อาจเริ่มต้น 4 เม็ดเลยในครั้งแรก และหากมีอาการขับถ่ายที่รุนแรงมากเกินไป อาจปรับลดลง ครั้งละ 1 เม็ด จนการขับถ่ายพอดี เหมาะสมกับแต่ละคน) และจะเริ่มรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ในอีก 4-6 ชั่วโมงถัดมา ซึ่งอาจจะถ่ายเป็นน้ำสีคล้ำ หรือมีกลิ่นเหม็นมากในช่วงแรก ๆ สามารถทานไปเรื่อย ๆ ได้ตลอดทุกวัน โดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว หรือทําให้ระบบการขับถ่ายแปรปรวน

14 Days Detox Diet Program (โปรแกรมการล้างสารพิษ 14 วัน ด้วยการทาน)

ทําไมต้อง Detox เพราะชีวิตปัจจุบันเต็มไปด้วย มลพิษมลภาวะรอบตัว ร่างกายเราจึงมีโอกาสสะสมมลพิษ จากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ อยู่ทุกวันตลอดเวลา เมื่อสะสมมากพอถึงระดับหนึ่ง ก็อาจจะทําให้เซลร่างกายเกิดการทํางานผิดปกติ และมีอาการแสดง ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ทราบสาเหตุของอาการเหล่านั้น เช่น เป็นผื่นคันไม่รู้สาเหตุ แพ้ง่าย เป็นสิวเรื้อรัง ผื่น ผิวหนังอักเสบคล้ายรังแค เหนื่อยง่าย มึนงง หลงลืมง่าย โรคแพ้ภูมิร่างกายตนเองต่าง ๆ ในความเป็นจริงแล้วร่างกายของเราก็พยายามที่จะขจัดหรือขับสารพิษนั้น ๆ ออกจากร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ในบางปัจจัยขบวนการขจัดสารพิษเหล่านี้เกิดขึ้นไม่สมบูรณ์หรือไม่ทันต่อสารพิษที่เกิดขึ้น เช่น ร่างกายบางคนมีจุดอ่อน ในการขจัดสารพิษ หรือได้รับสารอาหารที่ช่วยในการขจัดสารพิษ (พวกวิตามินหรือเกลือแร่) ไม่เพียงพอ หรือสารพิษเหล่านี้ มีปริมาณมากกว่าที่ร่างกายจะขจัดออกได้ ก็จะทําให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการสะสมของสารพิษเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและต่อเนื่อง และลุกลามกลายเป็นปัญหาต่อสุขภาพในอนาคต เช่น โรคเสื่อมต่าง ๆ ภาวะการแก่ก่อนวัยอันควร หรือกลายเป็นมะเร็ง เป็นต้น

หลักการเป็นอย่างไร

  • หยุดอาหารที่น่าสงสัยว่าจะเป็นแหล่งนำสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
  • ให้สารอาหารหรือรับประทานอาหารที่มั่นใจว่าปลอดสารพิษ หรือมีสารพิษน้อยที่สุด ได้แก่

อาหารซองสําเร็จรูปที่ประกอบไปด้วยสารอาหารครบถ้วน และมั่นใจในการผลิตว่าปราศจากสารเคมีปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง สารกันบูดต่าง ๆ

อาหารปกติที่ควบคุมจะจํากัดการทานอาหารเฉพาะจําพวก ผัก ผลไม้ และปลา เท่านั้น

-ใช้วิธีการปรุงแบบนึ่ง ต้ม สด ดิบ

-เลี่ยงอาหารมัน ทอด ปิ้ง ย่าง

  • หากผู้ที่หวังผลการลดน้ำหนัก อาจงดพวกแป้งและข้าวไปเลย หากต้องการทานอาจอนุโลมเป็นข้าวกล้องได้ ตั้งแต่วันที่ 4 เป็นต้นไป
  • ให้สารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ได้แก่ กลุ่มโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ในระดับปริมาณสูง (Optimal Level)
  • ให้สารอาหารที่ช่วยขจัดสารอนุมูลอิสระ เช่น พวกแอนติออกซิแดนท์ หรือสารอาหารที่ช่วยเร่งปฏิกิริยา การขจัดสารพิษจากร่างกายโดยตับ เช่นในกลุ่มวิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ

 

 

ทําแล้วได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง

  • ช่วยบํารุงผิวพรรณให้สดใส
  • ช่วยบํารุงกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง และทํางานได้ดี
  • ช่วยลดการสะสมของไขมัน
  • ช่วยล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลําไส้ให้หมดไป
  • ช่วยลดน้ำหนักได้ประมาณ 3-5 กิโลกรัม

Snow White Program (โปรแกรมสโนวไวท์)

เป็นโปรแกรมพิเศษสุด โดยการให้สารอาหารกรดอะมิโน วิตามิน สารแอนติออกซิแดนท์แก่ร่างกาย ทางหลอดเลือด ในสูตรผสมที่เหมาะสมลงตัวของสมาร์ทคลินิก ที่ช่วยตับในการล้างพิษ และยังส่งผล ให้เม็ดสีผิวของร่างกายกระจ่างใสขึ้น การทําแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาประมาณ 15-25 นาทีต่อครั้ง สามารถทําซ้ำได้ทุก 2-4 สัปดาห์ ประมาณ 5 ครั้งต่อเนื่องกัน

Cys-Gly-Glu 1,200 mg

เป็นกรดอะมิโน 3 ชนิด ที่เป็นองค์ประกอบ ของสารกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารโปรตีนที่ช่วยร่างกาย ในการขจัดสารพิษออกจากร่างกายอย่างปลอดภัย และยังช่วยลดการสร้างเซลเม็ดสีส่วนเกิน ทําให้ผิวแลดู สว่างสดใส ไม่หมองคล้ำ และมีสุขภาพดี 

Vitamin C 1,000 mg

เป็นตัวเดียวที่ละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน มีคุณสมบัติพิเศษ ในขบวนการนํากลับมาใช้ใหม่ของ Vitamin C และ E 

Naringin 500 mg 

เป็นพฤกษเคมีที่พบในพืชตระกูลส้ม มีคุณสมบัติเป็น แอนติออกซิแดนท์ ช่วยเสริมการทํางานของวิตามินซี 

Alpha Lipoic Acid 350 mg

เป็น Anti-oxidant ตัวเดียวที่ละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน มีคุณสมบัติพิเศษในขบวนการนํากลับมาใช้ใหม่ (Recycle) ของ Vitamin C และ E

Methionine 250 mg

เป็นกรดอะมิโนที่เกี่ยวข้องในขบวนการขจัดสารพิษ ของร่างกาย 

N-Acetylcysteine (NAC) 200 mg

เป็นกรดอะมิโนที่มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายสร้าง สารกลูตาไธโอน ซึ่งมีบทบาทสําคัญในขบวนการขจัดล้างสารพิษของร่างกายโดยตับ (Liver detoxification)

 

 

Chelation (oral/IV/suppository) การล้างสารพิษ

คีเลชั่น (Chelation) คือ การให้สารน้ำทางหลอดเลือด (ให้น้ำเกลือ) ที่มีสารประกอบ ประเภทกรดอะมิโน ที่เรียกว่า EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่ง EDTA ทําหน้าที่สําคัญ ในการจับสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือ แม้แต่แคลเซียมส่วนเกิน ซึ่งสะสมตกค้าง ในเนื้อเยื่อ และพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา เพื่อขจัดออกจากระบบปัสสาวะ ระยะเวลา ในการให้น้ำเกลือแต่ละครั้ง ประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง ระหว่างที่ให้น้ำเกลือสามารถ พักผ่อน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือหรือฟังเพลงได้ตาม ปกติธรรมดา ภายหลังจากการเสร็จการรักษาสามารถ ประกอบกิจกรรมได้ตามปกติไม่จําเป็นต้องนอนพัก

ทําไมต้องทํา Chelation Therapy?

โลกที่เต็มไปด้วยมลพิษ ทั้ง น้ำ และอากาศ ดิน อาหาร ทุกอย่างล้วนมีโอกาสที่จะปนเปื้อนสารพิษ โลหะหนักได้ สารพิษโลหะหนักพบได้ในวัสดุก่อสร้าง เครื่องสําอาง ยารักษาโรค อาหารที่ผ่าน กระบวนการต่าง ๆ แหล่งเชื้อเพลิงผลิตภัณฑ์สําหรับดูแลสุขภาพ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมถึงมนุษย์ ก่อให้เกิดความผิดปกติในการแบ่งตัวของเซลล์ ทําให้ความสามารถในการนําสารอาหารไปหล่อเลี้ยง อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายน้อยลง ส่งผลให้เกิดความเสื่อมสภาพของอวัยวะในร่างกายอย่างต่อเนื่อง

 

ประโยชน์ที่ได้รับ

  • ขจัดสารพิษตกข้างในร่างกายและระบบหลอดเลือด
  • ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
  • ทําให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น
  • ลดอัตราเสี่ยงของหลอดเลือดแข็งอุดตันและตีบแคบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด
  • ป้องกันโรคความเสื่อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบหมุนเวียนที่ไม่ดี

คีเลชั่นเหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือด เช่น อุดฟันด้วยโลหะ อมัลกัม มีไขมันในเส้นเลือดสูง มี oxidative stress (ระดับอนุมูลอิสระสูง) เช่น ดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือคนในบ้านในที่ทํางานสูบ ฯลฯ
  • ผู้ที่มีปัญหาพิษโลหะสะสมและปัญหาสารพิษอื่น ๆ สะสมในร่างกาย
  • ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ การไหลเวียนเลือดบกพร่องมีอาการ เช่น เวียนหัวง่าย ฯลฯ
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากหลอดเลือดไม่ยืดหยุ่น
  • ผู้ที่แข็งแรงดี แต่ต้องการป้องกันตนเองจากโรคมะเร็งและโรคเส้นเลือด ตีบตัน รวมทั้งต้องการกําจัดสารพิษและโลหะหนัก ออกจากตัวและต้องการรักษาสภาพของเส้นเลือดทั่วตัว ไม่ให้เกิดการอุดตันในอนาคต
  • ผู้ที่ไปทําบอลลูนเส้นเลือด ใส่ขดลวด ทําบายพาส มาแล้ว เพราะจะเกิดการอุดตันใหม่เร็ว ๆ นี้ การทําคีเลชั่น จะลดปัญหาเหล่านั้นได้

 ข้อควรทราบเมื่อต้องการทําคีเลชั่น

ควรตรวจร่างกายเพื่อประเมินปัญหาที่เป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจประสิทธิภาพการทํางานของไต ก่อนเข้ารับบริการ ระหว่างการรักษา ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้น แนะนําให้ดื่มน้ำผลไม้ เพราะระหว่างการทําอาจทําให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีวิตามิน แร่ธาตุ พอเพียงต่อการเสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกาย

สําหรับขั้นตอนการบําบัดรักษาประกอบด้วย

พบแพทย์เพื่อซักถามประวัติและตรวจร่างกาย อย่างละเอียด โดยจะมีการคํานวณปริมาณยาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ทําการตรวจ LAB พื้นฐานเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทําการตรวจวิเคราะห์ผลเลือด (Live Blood Analysis) ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่สําคัญมากสามารถบ่งบอกภาวะของเลือด ในขณะที่เซลล์ยังมีชีวิต ซึ่งสามารถประเมินภาวะของร่างกายได้หลากหลายครอบคลุม ในหลาย ๆ โรค ทําการบําบัดด้วย คีเลชั่นบําบัดตามสูตรยาที่เหมาะสม แก่ผู้เข้ารับการบําบัดแต่ละราย นัดติดตามผลเป็นระยะ ซึ่งระยะเวลาขึ้นกับลักษณะของโรคที่เรามีปัญหาอยู่

หากเราตรวจพบว่ามีสารโลหะหนักในร่างกาย วิธีการขจัดสารโลหะหนักนอกจากจะใช้วิธีล้างสารพิษ แบบทั่ว ๆ ไปแล้ว วิธีที่เฉพาะเจาะจงที่สุดก็คือ การทําคีเลชัน (Chelation) ซึ่งวิธีนี้จะใช้สาร EDTA) (Ethylenediaminetetraacetic acid) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการจับกับแร่ธาตุที่มีประจุทั้งหลายอย่างเหนียวแน่น และไม่ยอมปล่อยออกเลย สารตัวนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะอยู่แต่ในกระแสเลือด ไม่เข้าไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อ แต่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ ซึ่งก็จะนําพาโลหะหนัก ในกระแสเลือดติดออกมาด้วย

ดังนั้น การทําคีเลชั่นนี้จึงกําจัดเฉพาะโลหะหนักที่อยู่ในกระแสเลือดเท่านั้น แต่ไม่สามารถกําจัดโลหะหนัก ที่อยู่ในเนื้อเยื่อได้ จึงต้องทําต่อเนื่องหลายครั้งติดต่อกัน (นั่นคือ เมื่อโลหะหนักในเลือดถูกกําจัดออกไป ส่วนหนึ่ง โลหะหนักที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อก็จะค่อยๆ ทยอยออกมาในกระแสเลือดต่อไป) ระยะห่างแต่ละครั้ง อยู่ที่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยทั่วไปจะทําประมาณ 10-20 ครั้ง แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดเสื่อม แนะนําให้ทําถึง 20-40 ครั้ง ก็จะช่วยลดการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจได้

อนึ่ง ในการทําคีเลชั่นนั้น ต้องอาศัยการขับถ่ายทางไต ผู้ท่าจึงต้องมีค่าการทํางานของไตที่ปกติ (โดยดูจากค่า Creatinine) และต้องค่อย ๆ ให้สารนี้ทางหลอดเลือดช้า ๆ ดังนั้นในการทําคีเลชันแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง และเนื่องจากแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น แคลเซียม แมกเนเซียม สังกะสี มังกานีส เป็นแร่ธาตุที่มีประจุเช่นกันก็จะถูกขจัดออกจากร่างกายโดยวิธีนี้ด้วย ดังนั้น จะต้องทาน แร่ธาตุกลุ่มนี้เสริมด้วยทุกครั้งภายหลังจากการทําคีเลชันเสร็จเป็นระยะเวลาประมาณสัก 1 สัปดาห์

นอกจากการทําคีเลชันจะเป็นการนําสาร EDTA หยดให้ทางหลอดเลือดแล้ว สารนี้ยังอาจจะให้โดยวิธีการ รับประทาน หรือเหน็บเข้าทางทวารหนักได้อีกด้วย เหมาะ สําหรับผู้ที่ไม่มีเวลา หรือไม่สะดวกที่จะให้ทางน้ำเกลือ แต่ประสิทธิภาพอาจจะลดลงตามลําดับ จึงควรต้องทํา ในระยะเวลาที่นานกว่า

สําหรับโลหะหนักในกลุ่มปรอท อาจจะต้องใช้คีเลชั่นที่เฉพาะเจาะจง กับตัวมัน นั่นก็คือ DMSA (Dimercaptosuccinic acid) ซึ่งอยู่ในรูปยาเม็ดสําหรับ การรับประทาน