
บทความสุขภาพและชะลอวัย · 14 ต.ค. 2569
ทำไมลดพุงถึงยากกว่าการลดน้ำหนัก?
การลดพุงและการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะน้ำหนักตัวประกอบด้วยหลายส่วน เช่น มวลกล้ามเนื้อ น้ำ และไขมัน การดูแลไขมันบริเวณหน้าท้องควรเน้นการลดไขมันอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการรักษามวลกล้ามเนื้อ ผ่านการปรับอาหาร ลดอาหารแปรรูป ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง รวมถึงประเมิน BMR เพื่อวางแผนให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละบุคคล
ทำไมลดพุงถึงยากกว่าการลดน้ำหนัก?
ไขความลับพร้อมวิธีลดไขมันที่ถูกต้อง
หลายคนอาจเคยเผชิญกับปัญหาที่ว่า เวลาพยายามดูแลรูปร่าง ทำไมการ "ลดพุง" ถึงดูเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการ "ลดน้ำหนัก" ทั่วไป ในความเป็นจริงแล้ว สองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันและไม่ได้เหมือนกันอย่างที่หลายคนเข้าใจ น้ำหนักตัวของคนเรานั้นประกอบขึ้นจากหลายส่วนหลักๆ ซึ่งรวมถึงมวลกล้ามเนื้อ (Lean Muscle Mass) และปริมาณไขมันในร่างกาย
ความแตกต่างระหว่างการลดพุงและการลดน้ำหนัก
เมื่อเราพูดถึงการลดพุง โดยส่วนมากแล้วเป้าหมายหลักคือการจัดการกับ "ไขมันในช่องท้อง" (Abdominal fat) ดังนั้น ในเวลาที่เราต้องการลดน้ำหนัก สิ่งที่ร่างกายของเราควรจะโฟกัสและกำจัดออกไปจริงๆ ก็คือการลดไขมัน ไม่ใช่แค่การลดตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว
2 หัวใจสำคัญในการลดไขมันที่ถูกต้อง
หลักการสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถลดไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ การควบคุมอาหาร (Diet) และการออกกำลังกาย (Exercise)
1. การปรับพฤติกรรมการกิน (Diet) สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือเรื่องของการควบคุมอาหาร เราจะต้องปรับเปลี่ยนอาหารที่ทานในแต่ละวัน โดยเน้นไปที่การลดปริมาณอาหารที่ผ่านการแปรรูป (Processed foods) ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สาเหตุเพราะบางครั้งเวลาที่เรามีไขมันสะสมตรงพุงเยอะๆ เราต้องไปดูที่แคลอรีของเราก่อนว่าได้รับมากเกินไปหรือไม่ การทานอาหารแปรรูปในปริมาณมากๆ จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารมากกว่าที่ควรจะทาน
2. การออกกำลังกายอย่างถูกวิธี (Exercise) ในส่วนของการออกกำลังกายเพื่อลดพุงและลดไขมันนั้น จะต้องโฟกัสที่การออกกำลังกาย 2 รูปแบบที่สำคัญควบคู่กันไป ได้แก่
- การเล่นคาร์ดิโอ (Cardio): การออกกำลังกายประเภทนี้จะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน
- การยกเวท (Weight Training): การยกเวทจะช่วยทำให้ร่างกายของเรามีปริมาณกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้น
- ข้อดีของการยกเวทคือ เมื่อเรามีปริมาณกล้ามเนื้อที่มากขึ้น ร่างกายก็จะสามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้ดีขึ้นตามไปด้วย
ทำไมต้องคำนวณ BMR ของตัวเอง?
เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เราจึงต้องไปคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน หรือ BMR (Basal Metabolic Rate) ของตนเอง ซึ่งระบบการเผาผลาญของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ค่า BMR ยังสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของเราในช่วงเวลานั้นๆ ว่าเรามีความฟิตมากขึ้น หรือฟิตน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเสมอ
บทสรุป
ท้ายที่สุดแล้ว เราจึงต้องคอยประเมินว่า ในตอนนี้เราควรจะออกกำลังกายแบบไหน หรือควรจะควบคุมการกินแบบไหนให้เหมาะสมกับสถานะของร่างกายในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นจะต้องอาศัยการคำนวณให้เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ
SINTHU KOSASIH, M.D.
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
S-MART AWC · 01
สำนักงานใหญ่ (ประเสริฐมนูกิจ)
ที่อยู่ อาคาร S-Mart AWC เลขที่ 35/2 ซอยประเสริฐมนูกิจ 29 (เมย์แล็บ) ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
S-MART AWC · 02
สาขา Inter (เพลินจิต–ชิดลม)
ที่อยู่ ห้อง G102 ชั้น G ศูนย์การค้าเพรสซิเด้นท์ ทาวเวอร์ (เชื่อมต่อโรงแรม Inter Bangkok) 973 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330


