Agne

Sponge Acne

ปัญหาสิวๆ

หากคุณเริ่มเบื่อกับการรักษาสิวแบบเดิมๆ ที่ต้องทายาใช้ยา แล้วยิ่งทำให้ผิวหน้าบางลง หรือเมื่อหยุดยาแล้วสิวก็เห่อกลับมาเป็นใหม่ หรือการับประทานยาจำพวกกรดวิตามินเอ (Roaccutane) ที่ยิ่งทำให้หน้าแห้งหรือลอก อีกทั้งยังเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบ ภาวะซึมเศร้า แถมตัวยายังมีราคาแพง เสมือนขี่ช้างจับตั๊กแตนอีกด้วย ลองรักษาสิวให้สิ้นซากด้วยแนวคิดแบบใหม่ที่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุกันไหม
 

สิวบนใบหน้า

นอกจากจะเป็นที่มาของความน่ารำคาญแล้ว ยังนำมาซึ่งความน่าอับอายและการเสียบุคคลิกภาพทางสังคมอย่างยิ่ง ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวัยรุ่นเท่านั้น โดยประมาณแล้ว 85% ของประชากรผู้ใหญ่ในช่วงอายุเวลาหนึ่งเคยประสบปัญหานี้แล้วทั้งนั้น

เป็นโรคของต่อมไขมันซีบาเซียสของผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตาม สิวอาจพบได้ในทารกแรกเกิด (acne neonatorum) หรือเมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา (senile comedones) แล้ว โดยเป็นชาย ร้อยละ 33 และหญิงร้อยละ 67 สิวจะปรากฏอาการในผู้หญิงช่วงอายุ14-17 ปี และชายช่วงอายุ16-19 ปี ความรุนแรงของสิวจะมากขึ้น 3-5 ปีหลังจากเริ่มเป็นสิว และมักหายไปในช่วงอายุ 20-25 ปี ร้อยละ85 ของผู้ที่เป็น สิวจะเป็นชนิดไม่รุนแรง มีเพียงร้อยละ 15 ที่เป็นสิวอักเสบรุนแรง

ผู้ที่เป็น สิว มักมีหน้ามัน ซึ่งความมันบนใบหน้าก็สัมพันธ์กับความรุนแรงของสิว แต่ไม่แน่นอนเสมอไป สิวบนใบหน้ามีหลายรูปแบบ นอกจากสิวแล้วยังมีร่องรอยที่หลงเหลือของ สิว ให้เห็นเป็นรอยแดง รอยดำ รอยบุ๋ม หรือ รอยนูนปรากฏให้เห็นด้วย

Sponge Acne
 
Sponge Acne

ประเภทของสิว

สิว แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

สิวไม่อักเสบ (non-inflammatory acne) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  • สิวหัวปิด/สิวหัวขาว (closed or white head comedones) เห็นเป็นตุ่มนูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-3 มม. สีเดียวกับผิวหนัง ท่อเปิดของต่อมไขมันที่ตุ่มเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และร้อยละ 75 ของสิวชนิดนี้จะกลายเป็นสิวอักเสบ
  • สิวหัวเปิด/สิวหัวดำ (open or black head comedones) เห็นเป็นตุ่มนูนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-3 มม. มีจุดสีดำอยู่ตรงกลางซึ่งเกิดจากการขยายตัวของท่อไขมัน และมีสารสีดำอุดแน่นอยู่ภายในสารนั้นประกอบด้วย เคอราติน ไขมัน และ P.acnes

สิวอักเสบ(inflammatory acne) แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ

  • Papules เป็นตุ่มนูนแดงแข็งมีขนาดแตกต่างกันออกไป ร้อยละ 50 ของสิวชนิดนี้เกิดจากสิวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (microcomedones) ร้อยละ 25 เกิดจากสิวหัวปิด อีกร้อยละ 25 เกิดจากสิวหัวเปิด
  • Pustules (สิวหนองชนิดตื้นและลึก) ซึ่งมีได้หลายขนาด สิวหนองชนิดตื้นมักหายได้เร็วกว่าสิวชนิด papules ส่วนสิวหนองชนิดลึกจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย และพบในผู้ที่เป็นสิวรุนแรง
  • Nodules สิวอักเสบแดงเป็นตุ่มนูน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 8 มม. ขึ้นไป สิวชนิดนี้เมื่อหายไปอาจเกิดแผลเป็นตามมาได้
  • Cyst สิวขนาดใหญ่เป็นถุงใต้ผิวหนัง ภายในมีหนองหรือสารเหลวๆ คล้ายเนย หายแล้วมักมีแผลเป็นหลงเหลืออยู่
 

รอยโรคที่หลงเหลือจากการเป็นสิว

  • รอยสีน้ำตาลดำ (post inflammatory) พบได้บ่อยในคนผิวคล้ำ และปรากฏให้เห็นนานหลายเดือนกว่าจะจางลงไป
  • รอยแผลเป็นชนิดนูน (hypertrophic scar/keloid)
  • รอยแผลเป็นชนิดบุ๋ม (ice-pick scar/depressed fibrotic scar)

รอยแผลเป็น 2 ชนิดหลังนี้มักพบในผู้ที่เป็นสิวรุนแรง โดยรอยแผลเป็นชนิดนูนพบได้บ่อยที่บริเวณมุมของกรามล่าง และที่ลำตัวช่วงบน

 

สาเหตุของการเกิดสิว

จุดเริ่มต้นของการเกิด สิว มาจากการตอบสนองของผิวหนังต่อสิ่งซึ่งหลั่งออกมามากในวัยรุ่น ฮอร์โมนนี้กระตุ้นการสร้างไขมันที่ชื่อ Sebum ในต่อมไขมันของผิวหนัง โดยจะพบต่อมไขมันได้มากที่สุดบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และหลัง Sebum ที่ต่อมไขมันสร้างขึ้นจะถูกหลังมาสู่ผิวหนังผ่านทางรูขุมขน เมื่อช่องทางผ่านของ Sebum ถูกอุดตัน ผิวหนังบริเวณนี้จึงถูกดันนูนขึ้นมาเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ที่เรียกว่า โคมิโดน ถ้าการอุดตันนั้นยังมีทางเปิดสู่ผิวหนังภายนอกได้ก็จะพบลักษณะของสิวหัวเปิด (open/black head comedones) แต่ถ้ารูเปิดของท่อไขมันเล็กมากจนมองไม่เห็นเรียกว่าสิวหัวปิด (closed/white head comedones) แล้วค่อยๆ โตขึ้น เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมตุ่มเหล่านี้ ก็จะเกิดการอักเสบทำให้กลายเป็น สิวอักเสบ ซึ่งถ้าการอักเสบอยู่ส่วนบนของผิวหนังจะเห็นเป็น ตุ่มแดง(papule) และ ตุ่มหนอง (pustule) ถ้าการอักเสบอยู่ลึกลงไปจะเห็นเป็น ก้อนบวม (nodule) หรือ ถุงสิว (cyst)

 

ปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดสิว

  • พันธุกรรม ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับการเกิดสิว แต่พบว่ในฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน แฝดที่เป็นสิวจะมีคู่แฝดเป็นสิวเช่นเดียวกันถึงร้อยละ 97.9 แต่ในแฝดไข่คนละใบมีเพียงร้อยละ 45.8 ของคู่แฝดที่เป็นสิวเช่นเดียวกัน
  • ยาบางชนิด เช่น คอร์ติโคสตีรอยด์ ไอโอไดด์ หรือวิตามิน บี 12 กระตุ้นให้เกิดสิวได้
  • เครื่องสำอาง สบู่ น้ำมันใส่ผม ก็ทำให้เกิด สิว ได้ (cosmetic acne,acne detergicans,pomade acne) เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ olive oil, white petrolatum หรือ lanolin สบู่ที่มีส่วนของ tar, sulfur หรือยาปฏิชีวนะ เช่น hexachlorophene ซึ่งสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้
  • ระยะก่อนมีรอบเดือน มีรายงานว่า ร้อยละ 60-70 ของผู้หญิงที่เป็น สิว จะมีสิวมากขึ้นใน 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจส เตอโรนที่หลั่งออกมามากในช่วงนั้นทำให้มีการคั่งของน้ำในร่างกาย รูขุมขนบวมมากขึ้น การไหลผ่านของไขมันเป็นไปได้ไม่ดี สิวมักเห่อใน 2-3 วันต่อมา
  • ภาวะเครียด ภาวะเครียดกระตุ้นให้เกิด สิว หรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่มีบางรายที่กล่าวว่า สิว เห่อมากขึ้นในช่วงที่เครียดจากการสอบ
  • อาชีพและสิ่งแวดล้อม การทำงานในที่ที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ทำให้เกิดการบวมของท่อไขมันและเกิดสิวตามมาได้
  • อาหาร อาหารไม่มีผลต่อการเกิดสิว
 

การรักษา

ควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด เพราะจะสามารถป้องกันการเกิด แผลเป็น ถาวรได้ การรักษาแบ่งออกได้เป็น
  • การดูแลผิว ให้ทำความสะอาดผิวหน้าสม่ำเสมอด้วยวิธีธรรมดา เช่น ใช้น้ำ กับ สบู่เหลว สำหรับผู้ที่ใช้เครื่องสำอางค์ และรองพื้น การใช้ Cleanser (คลีนเซอร์ หรือ คลีนซิ่งโลชั่น) จะช่วยให้สามารถทำความสะอาดและล้างเครื่องสำอางค์ออกได้เกลี้ยงขึ้นสำหรับผู้ที่ หน้ามัน มากอาจใช้ โทนเนอร์ ช่วยในการทำความสะอาดก็ได้
    นอกจากการรักษาความสะอาดใบหน้าและผม แล้วควรหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดสิว เช่น การนวดหน้า ขัดหน้า เครื่องสำอางบางอย่าง หรือยาบางชนิด
  • การรักษาด้วยยาทา ยาทารักษาสิว มีหลายชนิดขึ้นอยู่กับชนิดของสิวว่าเป็นสิวชนิดธรรมดา หรือชนิดอักเสบ ควรทายาให้สม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลการรักษาสูงสุด และถ้ามีปัญหาจากการใช้ยาควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลท่านทันที
  • ยารับประทาน ผู้ที่มีสิวอักเสบจำนวนมาก แพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยา ยาที่ใช้อยู่มีหลายชนิด แบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
    • กลุ่มยาปฎิชีวนะ เป็นกลุ่มยาที่มีราคาถูก ใช้รักษาได้ผลดีออกฤทธิ์โดยการทำลายเชื้อแบคทีเรีย และลดการอักเสบ
    • ยาที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน A ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยและฝ่อลง เป็นยารักษาสิวที่ดีมาก สามารถช่วยป้องกันแผลเป็นที่อาจเกิดจากสิวได้ และยังช่วยให้หายมันได้ด้วย แต่ยานี้มีราคาแพงมาก และมีผลต่อทารกในครรภ์ ดังนั้นการใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น
    • ยาฮอร์โมน ยากลุ่มนี้ออกฤทธิต้านฮอร์โมนเพศชายใช้ได้เฉพาะในผู้หญิง
 
Back