Gut Health

Sponge Acne
  • Leaky Gut
  • Food Allergy
  • Yeast Infection

Leaky Gut

ภาวะลำไส้รั่วซึม (Leaky Gut syndrome)

หากคำกล่าวที่ว่า ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ เป็นคำกล่าวสุภาษิตโบราณเชยๆ ที่ยังใช้ได้ดีแล้วละก็ ความสมบูร์ของต้นไม้ก็น่าจะดูที่รากของมัน และความแข็งแรงของมนุษย์ก็น่าจะดูได้จากสุขภาพของลำไส้เช่นเดียวกัน ลำไส้ของมนุษย์เราก็เปรียบเทียบได้กับรากของต้นไม้ดีๆ นี่เอง เพราะรากของต้นไม้ที่ดี ก็จะดูดซึมสารอาหารดี ๆ สู่ลำต้น และส่งผลให้ดอก ใบ ผล เจริญเติบโตงอกงาม ในทางตรงกันข้าม หากรากของต้นไม้นั้นเน่าแล้วไซร้ อย่างหวังที่จะได้เห็นการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงในระยะยาว
Sponge Acne
ลำไส้ของมนุษย์เราก็เฉกเช่นเดียวกัน มันทำหน้าที่ที่สำคัญในการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ที่เราบริโภคเข้าไปสู่ร่างกาย และยังทำหน้าที่สำคัญในการเป็นปราการแบ่งแยกสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายใน คัดกรองสารพิษหรือสารเคมีต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเราอีกด้วย เปรียบเหมือนกับการเป็นด่านตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) ที่สนามบิน อาหารที่เราทานผ่านปากเข้าไป ก็เหมือนกับเครื่องบินที่บินผ่านเข้าน่านฟ้าประเทศนั้นๆ แต่ผู้โดยสารในเครื่องบินลำนั้นจะเข้าประเทศนั้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสามารถผ่านการตรวจตราที่ ต.ม. ได้หรือไม่นั่นเอง

 

หากลำไส้เกิดทำงานผิดพลาดไม่สามารถแยกแยะการดูดซึม หรือคัดกรองสารอาหารหรือสารพิษต่างๆ ในการเข้าสู่ร่างกายก็จะเกิดปัญหาตามมาได้ ซึ่งเราเรียกภาวะความผิดปกติแบบนี้ว่า Leaky Gut syndrome ซึ่งเราจะเรียกว่าลำไส้รั่ว ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะฟังดูคล้ายลำไส้เป็นรูทะลุ (ซึ่งแบบนี้ต้องไปให้หมอศัลยกรรมทำการผ่าตัดเย็บซ่อมรูโดยด่วน มิฉะนั้นอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้) หรือจะเรียกว่า ลำไส้ซึมก็ไม่เชิง (เพราะฟังดูคล้ายลำไส้มีอาการทางจิตไปเสียแบบนั้น) เอาเป็นว่าหมอขอเรียกภาวะนี้รวมกันว่า ภาวะลำไส้รั่วซึมเลยดีกว่าแล้วกัน น่าจะสื่อความหมายได้ตรงประเด็นที่สุด ภาวะนี้จัดเป็นภาวการณ์ทำงานผิดปกติอย่างหนึ่งของลำไส้ (Functional change) ที่ยังไม่ได้จัดว่าเป็นโรค (Disease) ซึ่งพบว่าก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง หรือความผิดปกติอื่น ๆ หลายอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

ลักษณะของภาวะลำไส้รั่วซึม (Leaky Gut Syndrom)

พยาธสภาพของภาวะลำไส้รั่วซึมนี้ เกิดจากเซลผนังลำไส้ซึ่งปกติเรียงตัวชิดติดกันอย่างเหนียวแน่น เหมือนกำแพงเมืองจีน เกิดการอักเสบของเซล ทำให้เซลบวม ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารในภาวะปกติแย่ลง เจ้าตัวจึงอาจมีอาการขาดสารอาหารบางชนิดได้ และที่สำคัญก็คือ รอยต่อระหว่างผนังเซล (TIGHT JUNCTION และ GAP JUNCTION ) ที่ปกติจะเป็นตัวล็อคเซลไว้ด้วยกัน เพราะเซลบวมอักเสบนั่นเอง ก็เกิดปัญหาในการแยกออกจากกัน และเกิดเป็นช่องว่างทำให้สารพิษ หรือสารเคมีต่างๆ ซึ่งปกติไม่เคยผ่านเข้าได้ ก็สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายเรา และทำให้เกิดอาการของสารพิษตกค้างสะสมในเซลของร่างกาย ส่งผลให้เซลร่างกายทำงานแปรปรวน เช่น อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย สมองมึนงง ฮอร์โมนผิดปกติ เป็นต้น

ผลเสียอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

สารพิษหรือสารเคมีที่่เล็ดลอดเข้าไปในร่างกายนี้ อาจจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเรา จนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแปรปรวน เกิดเป็นผื่นแพ้ ผื่นไร้สาระ หรือผื่นแพ้เครื่องสำอางต่าง ๆ ทั้ง ๆที่เคยใช้เครื่องสำอางนั้นอยู่เป็นประจำมาก่อน ผื่นสิวเรื้อรังในวัยผู้ใหญ่ที่รักษาไม่ค่อยหายขาด หรือแม้กระทั่งระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด ไปทำร้ายทำลายตัวเอง กลายเป็นโรคในระบบภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Auto-immuned disorder) เช่น S.L.E. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น ซึ่งโรคหลายอย่างแบบนี้ ทางการแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไรแน่นอน และการรักษาก็ยังเป็นแค่เพียงพอระงับหรือทุเลาอาการ และยังไม่มีวี่แววว่าจะหาวิธีใดรักษาให้หายขาดได้

 

แต่ในทางศาสตร์ชะลอวัยเชื่อว่า โรคทั้งหลายที่ได้กล่าวข้างต้นนี้ น่าจะมีต้นเหตุของภาวะลำไส้รั่วซึมไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะเมื่อทำการรักษาภาวะลำไส้รั่วซึมนี้ให้ดีขึ้น ก็พบว่าอาการของโรคทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นก็ทุเลาขึ้น หรือลดความรุนแรงของโรค และการใช้ยาของแพทย์แผนปัจจุบันลง โดยที่ไม่ได้เปลี่ยนการรักษาแบบเดิมๆ เลย นอกจากโรคหรืออาการดังกล่าวข้างต้นแล้ว เรายังพบว่าโรคหรือภาวะเพิ่มเติมต่อไปนี้ที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะลำไส้รั่วซึมได้ด้วยเช่นเดียวกัน ได้แก่ ภาวะผื่นผิวหนังอักเสบคล้ายรังแค (Seborrheic dermatitis) โรคอ้วน โรคหอบหืด สมาธิสั้น Multiple sclerosis, Addison's disease

 

สิ่งที่น่าแปลกก็คือ สถานที่เกิดเหตุที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญ ก็คือลำไส้นั้น ไม่ค่อยจะแสดงอาการชัดเจนเท่าไรนัก อย่างมากก็แค่มีอาการจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ มีลม มีแก๊สมาก ผายลมบ่อย หรืออาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย แต่อาการที่แสดงออกกลับไปมีอาการมากที่อวัยวะอื่น จึงทำให้แพทย์แผนปัจจุบันไปมุ่งเน้นหาสาเหตุหรือรักษาในบริเวณที่แสดงอาการตรงนั้น เช่น ผิวหนัง (ก็เลยหาอะไรไม่เจอ) และเมื่อรักษาบริเวณลำไส้ให้ภาวะรั่วซึมทุเลาหรือดีขึ้น เราก็พบว่าอาการของโรคเหล่านั้นกลับดีขึ้น โดยที่โรคนั้นอาจยังไม่ได้รักษา หรือคงการรักษาแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะนี้

เหตุเพราะเซลผนังลำไส้นั้นเรียงตัวกันเป็นเซลชั้นเดียวบาง ๆ ดูบอบบางมาก ไม่เหมือนกับเซลผิวหนังที่ยังเรียงตัวกันหลายชั้น ดังนั้น ปัจจัยหลากหลายอย่างจึงมีผลกระทบทำให้เซลผนังลำไส้เกิดการอักเสบ บวม และเกิดภาวะลำไส้รั่วซึมได้ง่าย เช่น ความเครียด การอดนอน การขาดสารอาหาร การบริโภคสารน้ำตาลมาก ๆ การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา การทานยาปฏิชีวนะหรือยาแก้ปวดแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs นาน ๆ สารพิษสารเคมียาฆ่าแมลงสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนมาในน้ำและอาหาร ภาวะลำไส้อักเสบติดเชื้อ การแพ้อาหารแฝง การทานยาลดกรดพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น การขาดน้ำย่อยจากตับอ่อน ความเร่งรีบในการทานอาหาร การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ภาวะยีสต์ในลำไส้ เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าภาวะต่าง ๆ เหล่านี้ เราพบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวันของเรา จึงไม่แปลกนักที่เราจะพบภาวะลำไส้รั่วซึมได้บ่อยในมนุษย์สังคมปัจจุบัน
Sponge Acne

แนวทางในการวินิจฉัยและการักษา

ภาวะนี้ไม่สามารถวินิจฉัยได้โดยการตรวจโรคระบบทางเดินอาหารแบบแพทย์แผนปัจจุบัน ที่เราคุ้นเคยกัน เช่น การส่องกล้อง กลืนแป้ง หรือสวนแป้ง แล้วถ่ายภาพรังสี เพราะภาวะนี้ไม่ได้มีความผิดปกติของลำไส้ที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เป็นการทำงานผิดปกติ จึงต้องตรวจการทำงานของลำไส้ในการดูดซึม โดยการตรวจวิธี Lactulose-Mannitol test การตรวจนี้จะให้คนไข้กลืนน้ำตาล 2 ชนิด ที่มีขนาดโมเลกุลไม่เท่ากันแล้วเก็บปัสสาวะของคนไข้ไปตรวจหาน้ำตาลชนิดนั้น ๆ ภายหลังจากที่ดื่มน้ำตาลเข้าไปแล้ว โดยปกติ น้ำตาล Lactulose เป็นน้ำตาลที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ มักจะไม่ผ่านการดูดซึมโดยผนังลำไส้ในภาวะปกติได้ จึงมักจะไม่ตรวจพบเจอในปัสสาวะคนไข้ภายหลังจากที่ดื่มไปแล้ว ดังนั้นหากตรวจพบเจอน้ำตาลชนิดนี้ ก็แสดงว่าต้องมีภาวะรั่วซึมของผนังลำไส้แน่นอน ส่วนน้ำตาล Mannitol เป็นน้ำตาลที่มีขนาดโมกุลเล็ก ซึ่งในภาวะลำไส้ปกติ ก็จะสามารถดูดซึมผ่านเข้าผนังลำไส้ และตรวจพบในปัสสาวะได้หลังจากดื่มเข้าไป ซึ่งในภาวะลำไส้รั่วซึมนี้ การดูดซึมของลำไส้จะลดลง

การรักษาภาวะนี้นั้น จะมีโปรแกรม 4R Program ได้แก่

  • Remove (คือการลดหรือกำจัดต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่วซึมต่างๆ)
  • Replace (คือการให้สารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เช่น กรดไฮดดรคลอริก น้ำย่อยชนิดต่าง ๆ สมุนไพรที่ช่วยการทำงานของลำไส้)
  • Repopulate (คือการเสริมสร้างแบคทีเรียชนิดดี และอาหารของมัน เพื่อเป็นเสมือนทหารชั้นดี ที่คอยปกป้องแนวกำแพงผนังลำไส้ให้แข็งแรงอยู่เสมอ)
  • Repair (คือการให้สารอาหารหลากหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซ่อมแซม และฟื้นฟูผนังลำไส้ให้กลับคืนสภาพที่สมบูรณ์และแข็งแรงดังเดิม) ซึ่งแพทย์ที่ศึกษาทางด้านศาสตร์ชะลอวัยนี้ก็จะเป็นผู้ให้คำแนะนำได้ดีที่สุดเลยทีเดียว

 

ดังนั้น ต่อจากนี้ไป หลายคนที่มัวแต่ใส่ใจแต่อวัยวะสำคัญ ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สมอง หัวใจ ปอด ตับ ไต หรือผิวหนังทั้งหลาย อย่าลืมนะครับว่า ลำไส้เป็นอวัยวะซ่อนเร้นที่หลายคนมักลืม แต่มีบทบาทที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะข้างต้น ก็ต้องการการดูแลใส่ใจให้แข็งแรงด้วยเช่นเดียวกัน

Ig G food allergy

ภาวะแพ้อาหารแฝง

ใครเลยจะคิดว่าอาหารที่เราทานเป็นปกติอยู่ทุกวันนี้ โดยมุ่งหวังที่จะได้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ก็ยังแทบจะได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าไรแล้ว แถมยังมีมลพิษ มลภาวะ สารเคมีต่างๆ ปนเปื้อนเข้ามาอีกมากมาย ที่นอกจากนี้ยังอาจจะก่อให้เกิดการกระตุ้นภาวะภูมิคุ้มกันของเรา ซึ่งนำมาสู่ปัญหาของสุขภาพอีกหลายอย่างที่คาดไม่ถึงอีกด้วย
Sponge Acne

 

เมื่อพูดถึงภาวะแพ้อาหาร หลายคนอาจจะเข้าใจภาวะนี้ในความหมายของภาวะแพ้อาหารโดยทั่วไป ที่บริโภคสารที่แพ้แล้วเกิดผื่นบวมคัน เป็นลมพิษ หรือหอบหืด ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดจากเม็ดเลือดขาวของเราที่ทำหน้าที่คล้ายทหาร คือคอยตรวจตราสอดส่องดูแลว่าใครเป็นสิ่งแปลกปลอม ข้าศึก ผู้ร้ายศัตรู แล้วทำการขจัด ทำลายเสีย ซึ่งปกติก็เป็นพวกเชื้อโรคเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในกรณีนี้ เม็ดเลือดขาวกลับมองอาหารที่เราทานเข้าไปว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน โดยเม็ดเลือดขาวมักจะตอบสนอง โดยการสร้างสารภูมิคุ้มกัน หรือ แอนติบอดี ซึ่งเป็นสารกลุ่มโปรตีนที่เรียกว่า อิมโมโนโกลบุลิน (Immunoglobulin ตัวย่อคือ Ig) ซึ่งมีหลากหลายชนิด และมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป เช่น Ig A, Ig G, Ig E, Ig S, Ig M (หากเปรียบเทียบเจ้าอิมมูโนโกลบุลินนี้เหมือนเป็นอาวุธของทหาร ก็มีอาวุธที่หลากหลาย และแสนยานุภาพของอาวุธแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป เช่น ปืน ธนู มีด ดาบ ระเบิด เป็นต้น)

การแพ้อาหารจริง Ig E food allergy

เป็นปฏิกิริยาแพ้อาหารที่หลายคนคุ้นเคย เช่น คนที่แพ้กุ้ง พอกินแล้วเป็นผื่น ลมพิษ ปากบวมเจ่อ การแพ้แบบนี้เกิดจากปฏิกิริยาของเม็ดเลือดขาว ที่มีต่ออาหาร แล้วหลั่งสารอิมมูโนโกลบุลินชนิด อี (IgE) ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) อีกต่อหนึ่ง เจ้าสารฮิสตามีนนี้เอง ที่มีผลทำให้หลอดเลือดขยาย น้ำจากหลอดเลือดจะรั่วซึมออกมา ทำให้เกิดอาการเป็นผื่นบวมน้ำ นูน แดง คัน (เรียกว่าลมพิษ) หรือมีอาการจาม หลอดลมตีบ หอบหืด เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดขึ้นทันทีภายหลังจากสัมผัสหรือรับประทานสารที่แพ้นั้นได้ไม่นาน (โดยปกติจะเกิดขึ้นภายใน 1-12 ชั่วโมง) อาการแพ้ลักษณะนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยยาแอนติฮิสตามิน หรือยาแก้แพ้ที่หลายคนคุ้นเคยนั่นเอง เจ้าตัวจึงมักจะรู้ว่าตัวเองแพ้อะไร เพราะอาการจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดทุกครั้ง ที่รับประทานอาหารชนิดนั้นเข้าไป จึงมักจะเลี่ยงที่จะไม่ทาน และจำนวนสารที่แพ้มักมีไม่กี่อย่าง บางครั้งสารที่แพ้อาจจะไม่ได้เกิดจากอาหาร แต่เป็นการแพ้สารชนิดอื่น เช่น ฝุ่น ละออง เกสรดอกไม้ ตัวไรในฝุ่น สารเคมี สารระเหย หลายที่คนอาจจะไม่ทันสังเกตว่าสารใดที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ของตัวเอง ก็อาจจะต้องใช้วิธีตรวจสอบทางผิวหนัง โดยนำกลุ่มของสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องสงสัยหลากหลายชนิด มาแปะบนผิวหนังของคนไข้ แล้วสังเกตอาการผื่นแพ้ บวม นูนแดงคัน ที่เกิดขึ้นรอบๆ ก็จะได้เป็นแนวทางในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้น เพราะการแพ้แบบนี้ มักไม่ค่อยหายขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยผู้ใหญ่ การรักษาที่สำคัญก็คือต้องหลีกเลี่ยงสารที่แพ้เท่านั้น การใช้ยาแก้แพ้ก็เป็นแค่เพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น

การแพ้อาหารแฝง Ig G food allergy

การแพ้อาหารแฝงนั้น แตกต่างจากการแพ้อาหารจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น เกิดจากอิมมูโนโกลบุลินชนิดจี (Immunoglobulin G : Ig G) ซึ่งสารแอนติบอดีนี้ ไม่ทำให้เกิดการหลั่งสารฮิสตามินเหมือน Ig E จึงทำให้ไม่เห็นปฏิกิริยาของผื่นลมพิษที่ผิวหนัง หรือเกิดอาการทางเยื่อบุปาก หรือทางเดินหายใจบวม บางคนก็เลยไม่ถือว่าปฏิกิริยานี้เป็นการแพ้ ดังนั้นเมื่อไม่มีสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจน คนไข้หลายคนจึงไม่ทราบว่าเจ้าตัวแพ้อาหารชนิดนั้นๆ เมื่อบริโภคเข้าไป เม็ดเลือดขาวก็ทำการสู้รบกับอาหารเหล่านั้นในลำไส้อย่างเงียบๆ อาการที่แสดงให้เห็นทางระบบทางเดินอาหารอาจไม่มากหรือเด่นชัดเท่าไรนัก เช่น ท้องอืด จุกเสียด มีลมในท้องเยอะ ท้องผูก หรือท้องเสียก็ไม่ชัดเจน แต่จะแสดงออกทางระบบอื่นๆ ได้มากมาย อาทิเช่น เหนื่อย อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ มึนงง ความจำไม่ดี สมาธิสั้น และภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยรวมก็จะทำงานแย่ลงไป (เพราะมัวแต่ต้องมาคอยรบกับอาหารที่ลำไส้ เปรียบเสมือนมีการชุมนุมกันที่ราชประสงค์ ตำรวจ ทหาร ต่างก็ต้องมาคอยดูแลการชุมนุม เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่และสำคัญ ทำให้โจรขโมยตามบ้านเรือนต่างๆ มีมากกว่าปกติ เพราะการตรวจตราดูแลไม่สามารถทำได้ทั่วถึงนั่นเอง)

ผลเสียอื่นๆ ที่ตามมา จากภาวะการแพ้อาหารแฝง

คนไข้อาจจะมีผื่นแพ้ที่ผิวหนังแบบไม่รู้สาเหตุ แพ้นู่น นี่ นั้น ไร้สาระเรื่อยเปื่อย แม้แต่เครื่องสำอางที่ตนใช้ประจำสม่ำเสมอมาตั้งนาน ก็มีปฏิกิริยาแพ้ไปกับเขาด้วย บางคนก็เป็นสิวเรื้อรัง ไม่หายขาด แม้จะเลยวัยรุ่น ไปจนหมดประจำเดือน แล้วก็ยังมีสิว และมักจะรักษาหายยาก หรือบางคนก็มีอาการของโรคผิวหนังอักเสบคล้ายรังแค (Seborrhiec Dermatitis) บางคนก็มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจนไปทำลายตนเอง กลายเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง เช่น เอสแอลอี (S.L.E.) ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (R.A.) สะเก็ดเงิน (Psoariasis) เป็นต้น และนอกจากนี้ยังพบว่าภาวะนี้ยังเกี่ยวข้องกับความอ้วนเรื้ออรัง โดยไม่รู้สาเหตอีกด้วย สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าตัวมักไม่ทราบว่าแพ้อาหารชนิดใด เป็นเพราะภายหลังจากที่บริโภคอาหารชนิดนั้นๆ ไป กว่าที่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่ออาหารชนิดนั้นๆ และ ปรากฏอาการให้เห็น อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่ 24-72 ชั่วโมง (คือเกือบ 1-3 วันเลยทีเดียว) ดังนั้นหากมีอาการที่ทำให้เราสงสัยว่า น่าจะเกิดจากภาวะแพ้อาหารแฝง อาหารที่เป็นผู้ต้องหาที่น่าจะเป็นสาเหตุ ก็เป็นได้ตั้งแต่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในวันนี้ ย้อนหลังไปจนถึงเมื่อวานซืนเลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าตัวก็มักจะจำไม่ได้ แถมอาหารที่เจ้าตัวแพ้ในลักษณะนี้ ก็มักจะมีมากมายหลายชนิด และเจ้าตัวมักจะชอบทานอาหารชนิดนั้นๆ เป็นประจำโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ทำให้ไม่ง่ายนักที่จะทราบว่าอาหารชนิดใดเป็นสาเหตุในปัจจุบัน เราพบว่าพฤติกรรมการบริโภค และวิถีชีวิตทำให้คนส่วนใหญ่มีภาวะแพ้อาหารแฝงเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอาการผิดปกติต่างๆ หรือโรคภัยไข้เจ็บประหลาดๆ ที่มักจะหาสาเหตุไม่เจอ และการรักษาก็เป็นไปตามอาการเท่านั้น แต่ในศาสตร์ชะลอวัย เราพบว่าเมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นได้รับการตรวจวินิจฉัย และรักษาภาวะแพ้อาหารแฝงแล้ว กลับมีอาการต่างๆ เหล่านี้ดีขึ้น และพบว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กันระหว่างภาวะนี้ กับสาเหตุของการเกิดโรคหรือภาวะผิดปกติต่างๆ ที่อธิบายหรือหาสาเหตุไม่ได้ เช่นเดียวกัน
Back